NetMeter.org: Net Metering Resources for Thailand
นักวิจัยเสนอรัฐร่างพ.ร.บ.พลังงานฯลดการ ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
สำนักข่าวประชาธรรม
May 30, 2006
นักวิจัยเสนอรัฐร่างพ.ร.บ.พลังงานฯลดการ ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
โดย สำนักข่าวประชาธรรม

กรุงเทพ : สภาที่ปรึกษาฯติงรัฐถ่มน้ำลายขึ้นฟ้า เผยสาเหตุการใช้พลังงานทางเลือกไม่คืบหน้า นักวิจัย”พลังไท” ฟันธง! ต้องปฏิรูปยกระบบ แนะถึงเวลามีกฎหมายด้านพลังงาน ด้านกรีนพีชย้ำอย่าลืมความเป็นธรรมในการเข้าถึงระบบของคนชนบท

วันนี้(26 พ.ค.) คณะทำงานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จัดประชุมเรื่อง “การกำหนดแนวทางการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่อการใช้พลังงานทางเลือก”เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล
ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ ความก้าวหน้าการพัฒนาและใช้พลังงานทางเลือก รวมทั้งข้อเสนอแนะแนวทางในการแก้ไข สำหรับใช้เป็นข้อมูลประกอบการศึกษาในอนาคต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวทีครั้งนี้ผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนในประเด็นความล่าช้าการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์พลังงานของชาติ (2546) ที่ได้กำหนดเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ พลังงานลม พลังงานชีวมวล จากร้อยละ 0.4 ของพลังงานทั้งหมดที่ใช้ในปี 2545 เป็นร้อยละ 8 ภายในปี 2554 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า

นางชื่นชม สง่าราศรี กรีเซน นักวิจัยอิสระกลุ่มพลังไท กล่าวว่า การพัฒนาพลังงานทางเลือกของไทยไม่คืบหน้า เนื่องจากนโยบายและการปฏิบัติมีความขัดแย้งในตัวเอง หากพลังงานทางเลือกใดที่สมประโยชน์กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรณีก๊าซ NGV ก็จะถูกพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่กรณีไบโอดีเซล ก๊าซโซฮอลล์กลับมีอุปสรรคติดขัดมากมาย นอกจากนี้การขาดองค์กรอิสระ เข้ามากำกับ ดูแล หรือตรวจสอบควบคุมโครงสร้างการใช้พลังงาน ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ เช่น ในด้านไฟฟ้าจะเห็นชัดว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาดที่จะเลือกรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กแหล่งใดก็ได้

นางชื่นชม กล่าวอีกว่า ระบบพลังงานเน้นไปที่การลงทุน ด้วยการผลักดันโครงการขนาดใหญ่ที่รวมศูนย์ ขาดการมีส่วนร่วม และการพิจารณาถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ผนวกกับแผนงานของสำนักงานและแผนพลังงาน (สนพ.) ก็กำหนดแบ่งแยกออกเป็นส่วนๆ ไม่ได้เชื่อมโยงกัน หากส่วนใดมีอำนาจต่อรองมากกว่าก็สามารถทำดำเนินการได้ ยิ่งไปกว่านั้นรัฐบาลมักเน้นการสร้างจิตสำนึกด้านพลังงานให้กับประชาชน โดยใช้ข้อมูลด้านเดียว ซึ่งทำให้ความเข้าใจคลาดเคลื่อน ดังนั้นทางออกของการพัฒนา ต้องปฏิรูปทั้งระบบ ได้แก่ ยุทธศาสตร์พลังงาน โครงสร้างการบริหาร กิจการพลังงาน และกระบวนวางแผนตัดสินใจ

นักวิจัยอิสระจากกลุ่มพลังไท เสนอว่า ยุทธศาสตร์พลังงาน ต้องทบทวนนโยบายเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเกินความจำเป็น และการบริโภคพลังงานอย่างฟุ่มเฟือย มาเป็นการใช้พลังงานอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โครงสร้างการบริหาร ต้องมีการผนวกรวมองค์ที่ทำหน้าที่ส่งเสริม การอนุรักษ์พลังงาน ที่ปัจจุบันกระจายอยู่ตามหน่วยงาน กรม กอง เข้าไว้ด้วยกันเพื่อขจัดความสับสนในการดำเนินงาน ทั้งนี้ต้องจัดตั้งองค์กรอิสระเข้ามากำกับดูแล และยกร่างพ.ร.บ.พลังงานแห่งชาติขึ้นมา

นอกจากนี้การปฏิรูปกิจการพลังงาน ก็ไม่ควรทำให้เกิดการผูกขาดรวมศูนย์ อย่างกรณีกฟผ. ซึ่งควรจะมีการแยกกิจการสายส่ง และการผลิตออกจากกัน เพื่อเปิดโอกาสให้ทุนขนาดเล็ก หรือชุมชนท้องถิ่นมีทางเลือกในการผลิตไฟฟ้า และสามารถเติบโตได้ ส่วนกระบวนการวางแผนและตัดสินใจ ต้องให้ความสำคัญกับวัตถุรวมของการจัดการพลังงาน เช่น การอนุรักษ์พลังงาน หรือเป้าหมายการส่งเสริมพลังงานทางเลือก ไม่ใช่มุ่งแต่จะผลิตเพื่อสนองความต้อง โดยไม่คำนึงถึงภาพรวม

นางวัชรี เผ่าเหลืองทอง ผู้ประสานงานกลุ่มศึกษาพลังงานทางเลือกเพื่ออนาคต ให้ความเห็นว่า แม้รัฐมีนโยบายสนับสนุนพลังงานทางเลือกที่ดี แต่ในทางปฏิบัติกลับตรงข้าม ในขณะที่ผู้ประกอบการภาคเอกชนมีความตื่นตัวด้านพลังงานทางเลือกสูงขึ้น ยกตัวอย่าง ไบโอดีเซล ซึ่งปัจจุบันมีผู้ผลิตภาคเอกชน และชุมชนหลายรายให้ความสนใจ แต่ก็ต้องเจออุปสรรค เนื่องจากไม่ได้รับการอำนวยความสะดวก หรือการตรวจสอบคุณภาพจากภาครัฐ

นางวัชรี กล่าวเสริมว่า นโยบายสนับสนุนช่วยเหลือจากรัฐบาลก็มี แต่จะอยู่ในลักษณะการสนับสนุนระหว่างหน่วยงานราชการด้วยกันเอง จึงทำให้เกิดความไม่เท่าเทียม หน่วยงานที่มีกำไรมหาศาลอย่างการปิโตเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) กลับได้รับการช่วยเหลือ แต่ภาคเอกชนและชุมชนถูกละเลย เป็นต้น นอกจากนี้ รัฐต้องจัดการพลังงานอย่างเป็นองค์รวม เชื่อมโยงในหลายมิติ อย่างเช่น วัตถุดิบการผลิตไบโอดีเซลส่วนหนึ่งมาจากน้ำมันใช้แล้ว จุดนี้กระทรวงสาธารณสุขก็ควรจะเข้ามาควบคุมการนำน้ำมันที่ใช้ปรุงอาหารแล้วไปขายต่อ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และเป็นการสนับสนุนการผลิตพลังงานทดแทนในอีกทางหนึ่ง เป็นต้น

นายธารา บัวคำศรี ผู้ประสานงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ตนยอมรับว่าในอนาคตอันใกล้คงต้องพึ่งพาฟอสซิล อาทิ ก๊าซ น้ำมัน ถ่านหินต่อไป แต่รัฐบาลควรลดการอุดหนุนงบประมาณสำหรับการใช้พลังงานจากฟอสซิล เพื่อให้เกิดการพัฒนาพลังงานทางเลือกมากขึ้น ซึ่งไทยมีศักยภาพถึง 4 ประเภท ทั้งนี้ต้องให้ความสำคัญถึงประเด็นการเข้าถึงพลังงานงานยุคใหม่ ของคนในภาคชนบทอย่างเป็นธรรม และทบทวนการใช้พลังงานที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

นายธารา กล่าวว่า ต้นทุนภายนอก หรือผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมของการใช้พลังงาน รวมเข้าไปด้วย พลังงานที่เราคิดว่าถูกอย่างถ่านหินและน้ำมันอาจจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้

อย่างเช่น การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโรงไฟฟ้ามาบตะพุดพบว่ามีต้นทุน 2 -9 แสนล้านบาท ตลอดอายุการใช้งาน 25 ปี

“ถ้าจะพัฒนาสังคมไทยไปสู่ความยั่งยืนต้องมีการศึกษาผลของการใช้พลังงานทางเลือกต่อไป ว่าสามารถลดต้นทุนภายนอก ผลกระทบทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมได้มากแค่ไหน นอกจากนี้ต้องนำเรื่องต้นทุนภายนอกมาใช้พิจารณาการเลือกพลังงานในอนาคตด้วย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย และยังช่วยลดความขัดแย้งทางสังคม” นายธารา กล่าวสรุป